เห็ดเยื่อไผ่
Bamboo mushroomจากรายงานของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบว่าเฉพาะในภาคอีสานของเราพบเห็ดเยื่อไผ่ถึง 5 ชนิด คือ เห็ดที่มีกระโปรงยาวสีขาว ( Dictyophora indusiata Fisch.) กระโปรงสั้นสีขาว ( Dictyophora duplicata Fisch.) กระโปรงสีส้ม ( Dictyophora multicolor (Berk) Broome var. lacticolor Reid.) กระโปรงสีแดง ( Dictyophora rubrovolvata Zang ) และกระโปรงสีเหลือง ( Dictyophora multicolor Fisch.)
แต่เห็ดเยื่อไผ่ทั้ง 9 ชนิดที่พบในจีน มีรายงานการศึกษาแล้วว่านำมารับประทานได้เพียง 4 ชนิด คือ เห็ดดางแหชนิด Dictyophora indusiata Fisch, Dictyophora duplicata Fisch , Dictyophora echinovolvata Zang และ Dictyophora merulina Berk ซึ่งตรงกับที่พบในอีสาน 2 ชนิด คือเห็ดที่มีกระโปรงยาวสีขาว และเห็ดกระโปรงสั้นสีขาว
แต่มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่ชาวจีนสามารถทำการเพาะเลี้ยงเป็นการค้าส่งขายทั่วโลก คือพันธุ์ Dictyophora indusiata Fisch และ Dictyophora echinovolvata Zang สำหรับสายพันธุ์ที่มีการเพาะเลี้ยงประเทศจีนได้มีการคัดเลือกสายพันธุ์มา เป็นเวลานานมากกว่า 50 ปี และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในการเพาะเลี้ยงที่ก้าวหน้ามาก ขณะนี้มีหลายประเทศที่พยายามจะพัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดชนิดนี้ เนื่องจากมีราคาสูงมาก ราคาในท้องตลาดขาย กิโลกรัมละ 3,000 - 5,000 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของเห็ด
คำว่า "Stinkhorn" ที่ใช้ต่อชื่อข้างท้ายของเห็ดสายพันธุ์นี้ เป็นการบอกคุณลักษณะของเห็ดเหล่านี้ว่ามีกลิ่นเหม็น เนื่องจากส่วนบนสุดของดอกทำหน้าที่ผลิตสปอร์ที่เปรียบได้กับเมล็ดพันธุ์ของ เห็ด ส่วนบนสุดนอกจากจะผลิตสปอร์แล้วยังผลิตกลิ่นรุนแรงออกมาเรียกแมลงอีกด้วย ซึ่งแมลงเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการกระจายพันธุ์ของเห็ดในธรรมชาติ
ใน ตำรายาจีนกล่าวไว้ว่า ส่วนบนสุดของเห็ดเยื่อไผ่ สามารถนำไปผลิตเป็นยาบำรุงเพศของม้าได้ ช่วยให้ม้าผสมพันธุ์ได้ดีขึ้น ความรู้นี้ไม่ใช่ใครอ่านพบแล้วอุตริคิดว่าจะนำไปปรุงยาโด๊ป ขอบอกว่าต้องอาศัยความรู้จากแพทย์จีนด้วย สำหรับตำรับยาที่ใช้ในคน ตามตำรายาจีนมีการใช้เห็ดชนิดนี้เป็นยาบำรุงร่างกายเมื่อร่างกายอ่อนแอ หรือมีอาการอ่อนเพลียเนื่องจากท้องเดิน รักษาโรคความดันโลหิตสูง และปัญหาเนื้อเยื่อมีไขมันมาก ตับอักเสบ โรคที่เกี่ยวข้องกับไต ตา ปอด และเป็นหวัด
นอกจากนี้ยังใช้ เป็นตัวป้องการการบูดเสียของอาหารต่าง ๆได้เป็นอย่างดี จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ได้มีการวิจัยเห็ดชนิดนี้ในเชิงลึกพบว่า เห็ดชนิดนี้มีคุณค่าทางอาหารค่อนข้างสูง มีโปรตีน 15-18% โดยเฉพาะน้ำตาลที่สำคัญเช่น mannitol 90.89 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวอย่างแห้ง 1 กรัม ซึ่งสูงกว่าเห็ดขอน ( Grifola frondosa ) และเห็ดสมองลิง ( Hericium erinaceus ) ที่มีเพียง 9.36 และ 12.98 ตามลำดับ
นอกจาก นี้ยังพบกรดอะมิโนถึง 16 ชนิด จาก กรดอะมิโนที่ มีทั้งสิ้น 20 ชนิดที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ และกรดอะมิโน 16 ชนิดนี้ยังเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ถึง 7 ชนิด และมีไรโบเฟลวินหรือวิตามินบี 12 ค่อนข้างสูง จากการสกัดสารจากเห็ดดางแหพบสารที่สำคัญ 2 ชนิด คือ โพลิแซคคาร์ไรด์ และ ไดโอไทโอโฟริน เอและบี ซึ่งเป็นสารที่พบยากมากในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ได้มีการทดสอบคุณสมบัติของสารไดโอไทโอโฟริน เอและบี ทางเภสัชวิทยาพบว่าสารกลุ่มนี้เป็นตัวช่วยในการปกป้องระบบประสาทไม่ให้ถูก ทำลายจากสารพิษ นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดจากเห็ดดางแห มีผลต่อการต้านการอักเสบ และต่อต้านการเกิดเนื้องอก





























