หน้าเว็บ

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

Homeเห็ดเยื่อไผ่

เห็ดเยื่อไผ่ รู้จักกันในนามของ เยื่อไผ่  คือ เห็ด ซึ่งเป็นฟังไจ (fungi) ชนิดหนึ่ง มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษหลากหลายมาก ได้แก่ Bamboo mushroom, Veiled lady, Long net stinkhorn หรือ Basket stinkhorn ชื่อเหล่านี้ตั้งตามลักษณะเด่นที่เห็นทั่วไปของเห็ด เช่น Bamboo Mushroom ก็เพราะต้องเพาะเห็ดบนเยื่อไม้ไผ่ โดยนำเอาไม้ไผ่มาทำให้เปื่อยยุ่ย แล้วนำมากองเพื่อใช้เพาะเห็ด หรือพบเห็ดชนิดนี้ในป่าไผ่ ส่วนชื่อเรียก Veiled Lady หรือ Long net stinkhorn หรือ basket stinkhorn เนื่องจากส่วนของหมวกเห็ดมีรูปร่างเหมือนกระโปรงหรือตะกร้าหรือสุ่ม ที่สานกันเป็นร่างแหสำหรับ ประเทศจีนซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดในการเพาะเลี้ยงเห็ดชนิดนี้ มีชื่อเรียกหลากหลายเช่นกัน ได้แก่ เห็ดดางแห เห็ดวิญญาณถือร่ม  เห็ดราชา  เห็ดราชินี เห็ดราชาแห่งยา  หรือ เห็ดดอกไม้  ประเทศจีนเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการเพาะเลี้ยงเห็ด " เยื่อไผ่ " ออกจำหน่ายไปทั่วโลก รายงานของประเทศจีนบอกว่าพบ เห็ดในสกุลนี้ทั้งสิ้น 9 ชนิด
เห็ดเยื่อไผ่

จากรายงานของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบว่าเฉพาะในภาคอีสานของเราพบเห็ดเยื่อไผ่ถึง 5 ชนิด  คือ เห็ดที่มีกระโปรงยาวสีขาว ( Dictyophora indusiata Fisch.) กระโปรงสั้นสีขาว ( Dictyophora duplicata Fisch.) กระโปรงสีส้ม ( Dictyophora multicolor (Berk) Broome var. lacticolor Reid.) กระโปรงสีแดง ( Dictyophora rubrovolvata Zang ) และกระโปรงสีเหลือง ( Dictyophora multicolor Fisch.)
แต่เห็ดเยื่อไผ่ทั้ง 9 ชนิดที่พบในจีน มีรายงานการศึกษาแล้วว่านำมารับประทานได้เพียง 4 ชนิด คือ เห็ดดางแหชนิด Dictyophora indusiata Fisch, Dictyophora duplicata Fisch , Dictyophora echinovolvata Zang และ Dictyophora merulina Berk ซึ่งตรงกับที่พบในอีสาน 2 ชนิด คือเห็ดที่มีกระโปรงยาวสีขาว และเห็ดกระโปรงสั้นสีขาว
แต่มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่ชาวจีนสามารถทำการเพาะเลี้ยงเป็นการค้าส่งขายทั่วโลก คือพันธุ์ Dictyophora indusiata Fisch และ Dictyophora echinovolvata Zang สำหรับสายพันธุ์ที่มีการเพาะเลี้ยงประเทศจีนได้มีการคัดเลือกสายพันธุ์มา เป็นเวลานานมากกว่า 50 ปี และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในการเพาะเลี้ยงที่ก้าวหน้ามาก ขณะนี้มีหลายประเทศที่พยายามจะพัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดชนิดนี้ เนื่องจากมีราคาสูงมาก ราคาในท้องตลาดขาย กิโลกรัมละ 3,000 - 5,000 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของเห็ด
คำว่า "Stinkhorn" ที่ใช้ต่อชื่อข้างท้ายของเห็ดสายพันธุ์นี้ เป็นการบอกคุณลักษณะของเห็ดเหล่านี้ว่ามีกลิ่นเหม็น เนื่องจากส่วนบนสุดของดอกทำหน้าที่ผลิตสปอร์ที่เปรียบได้กับเมล็ดพันธุ์ของ เห็ด ส่วนบนสุดนอกจากจะผลิตสปอร์แล้วยังผลิตกลิ่นรุนแรงออกมาเรียกแมลงอีกด้วย ซึ่งแมลงเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการกระจายพันธุ์ของเห็ดในธรรมชาติ
ใน ตำรายาจีนกล่าวไว้ว่า ส่วนบนสุดของเห็ดเยื่อไผ่ สามารถนำไปผลิตเป็นยาบำรุงเพศของม้าได้ ช่วยให้ม้าผสมพันธุ์ได้ดีขึ้น ความรู้นี้ไม่ใช่ใครอ่านพบแล้วอุตริคิดว่าจะนำไปปรุงยาโด๊ป ขอบอกว่าต้องอาศัยความรู้จากแพทย์จีนด้วย สำหรับตำรับยาที่ใช้ในคน ตามตำรายาจีนมีการใช้เห็ดชนิดนี้เป็นยาบำรุงร่างกายเมื่อร่างกายอ่อนแอ หรือมีอาการอ่อนเพลียเนื่องจากท้องเดิน รักษาโรคความดันโลหิตสูง และปัญหาเนื้อเยื่อมีไขมันมาก ตับอักเสบ โรคที่เกี่ยวข้องกับไต ตา ปอด และเป็นหวัด
นอกจากนี้ยังใช้ เป็นตัวป้องการการบูดเสียของอาหารต่าง ๆได้เป็นอย่างดี จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ได้มีการวิจัยเห็ดชนิดนี้ในเชิงลึกพบว่า เห็ดชนิดนี้มีคุณค่าทางอาหารค่อนข้างสูง มีโปรตีน 15-18% โดยเฉพาะน้ำตาลที่สำคัญเช่น mannitol 90.89 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวอย่างแห้ง 1 กรัม ซึ่งสูงกว่าเห็ดขอน ( Grifola frondosa ) และเห็ดสมองลิง ( Hericium erinaceus ) ที่มีเพียง 9.36 และ 12.98 ตามลำดับ
นอกจาก นี้ยังพบกรดอะมิโนถึง 16 ชนิด จาก กรดอะมิโนที่ มีทั้งสิ้น 20 ชนิดที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ และกรดอะมิโน 16 ชนิดนี้ยังเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ถึง 7 ชนิด และมีไรโบเฟลวินหรือวิตามินบี 12 ค่อนข้างสูง จากการสกัดสารจากเห็ดดางแหพบสารที่สำคัญ 2 ชนิด คือ โพลิแซคคาร์ไรด์ และ ไดโอไทโอโฟริน เอและบี ซึ่งเป็นสารที่พบยากมากในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ได้มีการทดสอบคุณสมบัติของสารไดโอไทโอโฟริน เอและบี ทางเภสัชวิทยาพบว่าสารกลุ่มนี้เป็นตัวช่วยในการปกป้องระบบประสาทไม่ให้ถูก ทำลายจากสารพิษ นอกจากนี้ยังพบว่า สารสกัดจากเห็ดดางแห มีผลต่อการต้านการอักเสบ และต่อต้านการเกิดเนื้องอก